การนำเอกสารไทยไปใช้ในสวิตเซอร์แลนด์ หรือนำเอกสารสวิสไปใช้ในประเทศไทย เช่น สูติบัตร ทะเบียนสมรส ใบมรณบัตร และเอกสารเกี่ยวกับการหย่า อาจต้องผ่านทั้งการรับรองเอกสารและการแปลตามข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับ
ประเทศไทยได้เข้าร่วมอนุสัญญา Apostille ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการรับรองเอกสารเพื่อนำไปใช้ในต่างประเทศ โดยมีผลสำหรับประเทศไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2027 สำหรับเอกสารที่เข้าเงื่อนไขและประเทศที่อนุสัญญามีผลใช้ต่อกัน จะใช้ Apostille จากประเทศที่ออกเอกสารแทนการรับรองต่อผ่านสถานทูตหรือสถานกงสุลได้ [1][2]
Apostille เปลี่ยนวิธีรับรองที่มาของเอกสาร ไม่ได้ยกเลิกข้อกำหนดเรื่องคำแปลหรือเอกสารประกอบ สำหรับไทย–สวิตเซอร์แลนด์ ต้องตรวจสถานะการใช้อนุสัญญาระหว่างสองประเทศและแนวปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นจริง
สารบัญ — เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน
การรับรองเอกสารแบบใหม่ จะลดขั้นตอนไหน?
ปัจจุบัน เอกสารที่ต้องผ่านการนิติกรณ์อาจต้องรับรองต่อกันหลายหน่วยงาน รวมถึงสถานทูตหรือสถานกงสุล เมื่อใช้อนุสัญญาได้ Apostille จะเข้ามาแทนการรับรองทางการทูตหรือกงสุลสำหรับเอกสารที่อยู่ในขอบเขตอนุสัญญา [2]
ตัวอย่างเช่น เอกสารสวิสที่ใช้ Apostille ได้ในประเทศไทย จะขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของสวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ต้องรับรองต่อผ่านสถานทูตไทยเพื่อยืนยันลายมือชื่อและตราประทับของเอกสารนั้นอีก
อนุสัญญาไม่ได้ครอบคลุมเอกสารทุกชนิด โดยมีข้อยกเว้น เช่น เอกสารที่จัดทำโดยเจ้าหน้าที่ทางการทูตหรือกงสุล และเอกสารทางปกครองที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าหรือศุลกากร หากมีกฎหมายหรือข้อตกลงยกเว้นการรับรองอยู่แล้ว อาจไม่ต้องขอ Apostille [2]
การรับรองต้นฉบับกับการแปลและรับรองคำแปลเป็นคนละเรื่อง ข้อกำหนดของคำแปลต้องตรวจแยกกับหน่วยงานผู้รับ
เมื่อใช้ Apostille ระหว่างไทย–สวิสได้แล้ว ต้องทำอย่างไร?
ลำดับต่อไปนี้อธิบายหลักของอนุสัญญา ไม่ใช่คู่มือยื่นเอกสารฉบับใหม่ที่เปิดใช้แล้ว รายละเอียดหน่วยงาน วิธีขอ ลำดับการแปล และการรับรองคำแปล ต้องตรวจตามประกาศและประเภทเอกสาร
เอกสารไทย → นำไปใช้ในสวิตเซอร์แลนด์
- ขอรายการจากหน่วยงานผู้รับในสวิตเซอร์แลนด์ ยืนยันประเภทเอกสาร ต้นฉบับหรือสำเนา ภาษา และระยะเวลานับจากวันออกเอกสาร
- ขอเอกสารจากหน่วยงานไทย ให้ตรงกับรายการที่ผู้รับกำหนด
- ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจในประเทศไทย ตามขั้นตอนที่ประกาศใช้กับเอกสารประเภทนั้น
- จัดเตรียมคำแปล หากกำหนดให้มี ถามว่าต้องแปลส่วนใด รวมถึง Apostille หรือไม่ และต้องรับรองคำแปลอย่างไร
- ยื่นต่อหน่วยงานในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อม Apostille และเอกสารประกอบที่กำหนด
เอกสารสวิส → นำไปใช้ในประเทศไทย
- ขอรายการจากหน่วยงานผู้รับในประเทศไทย รวมเงื่อนไขการแปลและรับรอง
- ขอเอกสารจากหน่วยงานสวิส
- ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจในสวิตเซอร์แลนด์ หน่วยงานที่รับผิดชอบขึ้นอยู่กับผู้ออกและประเภทเอกสาร
- จัดเตรียมคำแปลภาษาไทย หากกำหนดให้มี ตรวจคุณสมบัติผู้แปลและวิธีรับรองคำแปล
- ยื่นต่อหน่วยงานในประเทศไทย พร้อม Apostille และเอกสารประกอบ
เส้นทางเหล่านี้ใช้ได้เมื่ออนุสัญญามีผลระหว่างสองประเทศและเอกสารเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่การยกเลิกข้อกำหนดทั้งหมดของหน่วยงานผู้รับ
เริ่มใช้เมื่อไร และต้องตรวจสถานะอะไร?
HCCH ระบุว่าไทยฝากภาคยานุวัติสารวันที่ 30 มิถุนายน 2026 และอนุสัญญามีผลสำหรับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2027 ส่วนสวิตเซอร์แลนด์มีผลตั้งแต่ 11 มีนาคม 1973 [1]
ตามข้อ 12 การภาคยานุวัติมีผลในความสัมพันธ์กับประเทศภาคีที่ไม่ได้คัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้นวันมีผลสำหรับไทยไม่ใช่คำยืนยันในตัวเองว่าใช้ได้กับทุกประเทศและทุกเอกสาร ต้องตรวจสถานะไทย–สวิตเซอร์แลนด์และแนวปฏิบัติของหน่วยงานก่อนยื่น [2]
ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2027 ไม่ควรใช้ Apostille แทนขั้นตอนเดิมโดยถือว่าไทยเริ่มใช้แล้ว
ระหว่างที่ยังไม่เริ่มใช้ ต้องทำตามขั้นตอนใด?
แนวทางด้านล่างมาจากสถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ให้ตรวจข้อกำหนดเฉพาะของหน่วยงานผู้รับก่อนเริ่มงาน เพราะเอกสารและวัตถุประสงค์ต่างกันอาจใช้ช่องทางต่างกัน
เอกสารไทย → ใช้ในสวิตเซอร์แลนด์
- เตรียมต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองตามที่กำหนด
- รับรองที่กรมการกงสุลไทย
- แปลเป็นภาษาที่ผู้รับยอมรับ หากต้องมีคำแปล
- รับรองคำแปลตามช่องทางที่กำหนด
- ยื่นต่อหน่วยงานในสวิตเซอร์แลนด์
แนวทางแบ่งเป็น แปลในไทย แล้วรับรองคำแปลผ่านสถานทูตสวิสในกรุงเทพฯ หรือ แปลในสวิตเซอร์แลนด์ แล้วรับรองคำแปลผ่านสถานทูตไทยเบิร์น แต่ละช่องทางมีเงื่อนไขผู้แปล จึงควรตรวจสอบก่อนว่าจ้าง [3][5]
เอกสารสวิส → ใช้ในประเทศไทย
- เตรียมเอกสารต้นฉบับ
- รับรองโดยหน่วยงานสวิสที่มีอำนาจ เช่น Staatskanzlei หน่วยงานระดับสหพันธรัฐ หรือหอการค้า ตามประเภทเอกสาร
- แปลเป็นไทยหากต้องมี โดยใช้ผู้แปลตามเงื่อนไขสถานทูต
- รับรองที่สถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น
- รับรองต่อที่กรมการกงสุลไทย
- ยื่นต่อหน่วยงานในประเทศไทย
ณ วันที่ตรวจสอบ สถานทูตไทยเบิร์นยังระบุว่าไม่รับตรา Apostille ในช่องทางนี้ ให้แจ้งประเทศปลายทางเมื่อขอรับรองเอกสารสวิส เพื่อให้หน่วยงานเลือกประเภทการรับรองที่เหมาะสม [4][6]
คำแปล เนื้อหา และอายุเอกสารยังต้องตรวจแยก
Apostille ไม่ใช้แทนคำแปล
ผู้รับอาจกำหนดภาษา คุณสมบัติผู้แปล และวิธีรับรองคำแปล การมี Apostille ไม่ทำให้ข้อกำหนดด้านภาษาสิ้นสุดลง
Apostille ไม่รับรองความจริงของเนื้อหา
หนังสือรับรองนี้ยืนยันลายมือชื่อ ฐานะของผู้ลงนาม และตราประทับ ไม่ได้รับรองเนื้อหาหรือความถูกต้องของคำแปล และไม่ทำให้เอกสารก่อสิทธิในประเทศปลายทางโดยอัตโนมัติ [2]
ตรวจระยะเวลานับจากวันออกเอกสาร
ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่าเอกสารทุกชนิดมีอายุ 5–6 เดือน ปัจจุบันสถานทูตไทยเบิร์นระบุเอกสารที่ยื่นรับรองไม่เกิน 5 เดือน ณ วันที่ได้รับ ส่วนหนังสือรับรองสถานภาพโสดและประวัติอาชญากรรมไม่เกิน 2 เดือน เงื่อนไขนี้เป็นของบริการดังกล่าว ไม่ใช่อายุสากลของเอกสาร [4]
เช็กลิสต์ก่อนยื่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
แจ้งหน่วยงานผู้รับว่าเอกสารอะไร ออกโดยประเทศใด และคาดว่าจะยื่นเมื่อไร ก่อนเสียค่าขอเอกสาร ค่าแปล หรือค่ารับรอง
รายการที่เลือกบันทึกไว้ในเบราว์เซอร์นี้ หากเบราว์เซอร์อนุญาตให้จัดเก็บข้อมูล
การประกาศวันมีผลของอนุสัญญาไม่ได้แปลว่าเอกสารที่ทำไว้แล้วใช้ไม่ได้ทั้งหมด หรือทุกเรื่องควรรอจนถึงวันเริ่มใช้
คำศัพท์ท้ายบท
เปิดคำศัพท์ที่ใช้ในบทความ
- Apostille
- หนังสือรับรองตามอนุสัญญากรุงเฮก ใช้กับเอกสารและประเทศที่เข้าเงื่อนไข
- Legalisation
- การนิติกรณ์หรือการรับรองลายมือชื่อและตราประทับตามขั้นตอนที่กำหนด
- Übersetzung
- คำแปล
- Zivilstandsamt
- สำนักงานทะเบียนสถานะบุคคล เช่น การเกิด การสมรส และการเสียชีวิต
- Staatskanzlei
- สำนักเลขาธิการรัฐบาลระดับรัฐ ซึ่งมีบริการรับรองเอกสารตามอำนาจหน้าที่
- Kanton
- รัฐของสวิตเซอร์แลนด์
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะบุคคล การรับรองเอกสาร คำแปล และผลทางกฎหมายของเอกสารเป็นคนละประเด็น ให้หน่วยงานผู้รับยืนยันข้อกำหนดสำหรับประเภทเอกสาร วัตถุประสงค์ และวันที่ยื่นจริง