← กลับสารบัญ การสมรสและคู่สมรส
การสมรสและคู่สมรส

เป็นแม่บ้านในสวิตเซอร์แลนด์ มีสิทธิได้รับเงินใช้ส่วนตัวจากคู่สมรสหรือไม่?

แยกเงินใช้ส่วนตัวออกจากค่าใช้จ่ายบ้าน เข้าใจสิทธิตาม ZGB มาตรา 163–164 จำนวนที่เหมาะสม และช่องทางขอความคุ้มครองโดยไม่ต้องหย่าก่อน

เมื่อคนหนึ่งทำงานหารายได้ และอีกคนดูแลบ้านหรือเลี้ยงลูก เงินที่โอนให้ซื้อของเข้าบ้านอาจหมดไปกับค่าใช้จ่ายของทุกคน แล้วฝ่ายที่ดูแลครอบครัวมีสิทธิได้รับเงินสำหรับตัวเองด้วยหรือไม่?

มีสิทธิตามเงื่อนไขของกฎหมาย คู่สมรสที่ดูแลบ้าน เลี้ยงลูก หรือช่วยงานอีกฝ่าย มีสิทธิได้รับเงินจำนวนเหมาะสมไว้ใช้ส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฐานะและเงื่อนไขของครอบครัวรองรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งสวิส (Zivilgesetzbuch — ZGB) มาตรา 164 จำนวนเงินต้องพิจารณารายได้ของผู้มีสิทธิและสถานการณ์จริง ไม่ใช่อัตราตายตัวสำหรับทุกครอบครัว

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

งานบ้านและการเลี้ยงลูกเป็นส่วนหนึ่งของการรับผิดชอบครอบครัว

เมื่อคู่สมรสตกลงให้คนหนึ่งทำงานหารายได้ และอีกคนดูแลบ้านหรือเลี้ยงลูก ทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนทำให้ครอบครัวดำเนินต่อไปได้ กฎหมายสวิสยอมรับการร่วมรับผิดชอบทั้งด้วยเงิน การทำงานบ้าน การดูแลลูก และการช่วยงานในอาชีพหรือกิจการของอีกฝ่าย ตามมาตรา 163

การไม่มีเงินเดือนจึงไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของตนในครอบครัว การแบ่งหน้าที่ควรเป็นข้อตกลงร่วมกัน โดยคำนึงถึงความสามารถและสถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย

เงินใช้ส่วนตัวต่างจากเงินซื้อของเข้าบ้านอย่างไร?

เงินตามมาตรา 164 เรียกว่า Betrag zur freien Verfügung (เงินที่คู่สมรสมีสิทธิใช้ตามดุลยพินิจของตนเอง) เป็นส่วนหนึ่งของการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส โดยต้องแยกให้เห็นจากเงินที่รับมาเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายร่วม

เงินสำหรับครอบครัว

ใช้ซื้ออาหาร ของใช้ร่วมกัน จ่ายค่าใช้จ่ายของลูกหรือบิลบ้าน แม้โอนเข้าบัญชีของเรา ก็อาจเป็นเงินที่ต้องนำไปจ่ายให้ครอบครัวทั้งหมด

เงินใช้ส่วนตัว

เป็นส่วนที่ผู้มีสิทธิตัดสินใจใช้เพื่อตัวเองได้ ภายในจำนวนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ครอบครัว ไม่ใช่เพียงมีชื่อเป็นผู้รับเงินแทนทุกคน

ศาลสูงสุดสวิสอธิบายว่า มาตรา 163 ครอบคลุมความต้องการส่วนตัวของสมาชิกครอบครัวอยู่แล้ว ส่วนมาตรา 164 ขยายขอบเขตนี้ให้คู่สมรสที่เข้าเงื่อนไขมีเงินใช้ส่วนตัวอย่างเหมาะสม เมื่อฐานะทางการเงินเอื้ออำนวย (BGE 114 III 83)

ตัวอย่างสมมติ: ได้รับเงิน 1,200 CHF แต่ต้องจ่ายให้ครอบครัวทั้งหมด

คู่สมรสโอนเงินให้คุณเอเดือนละ 1,200 CHF เพื่อซื้ออาหาร ของใช้ในบ้าน และจ่ายค่าใช้จ่ายของลูก การเห็นยอดโอนอย่างเดียวจึงยังสรุปไม่ได้ว่าคุณเอได้รับเงินใช้ส่วนตัวแล้ว ต้องดูว่าเงินนั้นมีไว้จ่ายอะไร และมีส่วนที่ตัดสินใจใช้เพื่อตัวเองได้จริงหรือไม่

ตัวเลขนี้ใช้อธิบายการแยกประเภทเงิน ไม่ใช่อัตราที่กฎหมายกำหนด

ใครอยู่ในขอบเขตของสิทธินี้?

มาตรา 164 กล่าวถึงคู่สมรสที่ ดูแลบ้าน ดูแลลูก หรือช่วยอีกฝ่ายทำงานในอาชีพหรือกิจการ จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิง และไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลูกเสมอไป แม้บทความใช้คำว่า “แม่บ้าน” แต่หลักนี้พิจารณาหน้าที่จริงของคู่สมรส รวมถึงคู่สมรสเพศเดียวกัน

บทความนี้อธิบายคู่สมรสภายใต้กฎหมายสวิส สำหรับคู่ชีวิตที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ควรนำมาตรา 164 มาใช้โดยถือว่ามีสิทธิเหมือนคู่สมรสโดยอัตโนมัติ

ต้องได้รับเดือนละเท่าไร?

ไม่มีอัตราขั้นต่ำเป็นจำนวน CHF หรือเปอร์เซ็นต์เงินเดือนที่ใช้ได้กับทุกคู่ มาตรา 164 วรรค 2 ให้คำนึงถึงรายได้ของผู้มีสิทธิเอง และการเตรียมความมั่นคงอย่างรับผิดชอบสำหรับครอบครัว อาชีพ หรือกิจการด้วย

ก่อนตกลงจำนวนเงิน ควรดูรายได้ที่ใช้ได้จริง ค่าใช้จ่ายจำเป็น ภาระครอบครัว เงินที่จ่ายให้อยู่แล้ว และเงินส่วนตัวที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ การโอนเงินให้แยกบัญชีเป็นวิธีจัดการอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นข้อบังคับว่าทุกครอบครัวต้องใช้บัญชีแบบเดียวกัน

หากรายได้พอเพียงแค่ดำรงชีพขั้นต่ำ

อาจไม่มีฐานะรองรับเงินเพิ่มเติมตามมาตรา 164 แต่ ไม่ได้หมายความว่าความต้องการส่วนตัวของคู่สมรสถูกตัดออกจากค่าเลี้ยงดูทั้งหมด เพราะค่าเลี้ยงดูตามมาตรา 163 ยังครอบคลุมความต้องการส่วนตัวตามขอบเขตที่เหมาะสม ต้องพิจารณางบประมาณจริงและไม่กำหนดเงินเพิ่มเกินกำลังครอบครัว

ทำงานพาร์ตไทม์อยู่ ยังมีสิทธิหรือไม่?

การมีรายได้ของตนเองเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ไม่ควรสรุปว่ามีรายได้แล้วหมดสิทธิทันที หรือทำงานน้อยแล้วต้องได้เงินเพิ่มแน่นอน ต้องดูทั้งบทบาทในครอบครัว รายได้ของผู้ขอ และฐานะโดยรวม หากรายได้ของผู้ขอครอบคลุมความต้องการส่วนตัวอย่างเหมาะสมแล้ว เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มอาจลดลงหรือไม่มี

เงินนี้เป็นเงินเดือนแม่บ้านหรือไม่?

เงินตามมาตรา 164 เป็นสิทธิด้านการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส ไม่ใช่เงินสวัสดิการจากรัฐ และไม่ใช่ค่าจ้างตามชั่วโมงทำงานบ้าน การช่วยกิจการคู่สมรสภายใต้สัญญาจ้าง หรือการช่วยเหลือเกินหน้าที่ปกติจนเกิดสิทธิค่าชดเชย เป็นประเด็นที่ต้องตรวจแยกต่างหาก

หากคู่สมรสไม่ยอมให้เงิน ควรเริ่มอย่างไร?

  1. แยกงบประมาณให้ชัด ระบุค่าใช้จ่ายร่วม ค่าใช้จ่ายของลูก และเงินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย พร้อมเงินที่ได้รับอยู่แล้ว
  2. ตกลงจำนวนและรอบการจ่าย เช่น โอนเป็นประจำทุกเดือน และระบุว่าแต่ละส่วนใช้เพื่ออะไร
  3. เตรียมข้อมูลสำหรับขอคำแนะนำ เก็บรายการเงินที่ได้รับ ค่าใช้จ่ายจริง หลักฐานรายได้ที่มีโดยชอบ และข้อความข้อตกลงเรื่องเงิน
  4. ใช้ช่องทางช่วยเหลือเมื่อคุยกันไม่ได้ ติดต่อหน่วยให้คำปรึกษาชีวิตสมรสและครอบครัว (Ehe- und Familienberatung) หรือขอคำแนะนำด้านกฎหมาย

หากยังตกลงไม่ได้ อาจขอให้ศาลกำหนดเงินที่ต้องจ่ายผ่านกระบวนการคุ้มครองชีวิตสมรส (Eheschutz) ได้ ไม่จำเป็นต้องหย่าหรือย้ายออกก่อน โดยทั่วไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ณ ที่อยู่ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในรัฐซูริกคือ Bezirksgericht ที่รับผิดชอบ

หากยังไม่มีข้อมูลการเงินเพียงพอ มาตรา 170 กำหนดสิทธิขอข้อมูลรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้จากคู่สมรสไว้ด้วย แต่การใช้สิทธินี้ต้องผ่านช่องทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ให้อำนาจเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของอีกฝ่ายเอง

ขอย้อนหลังได้หรือไม่?

ในการขอให้ศาลกำหนดเงินตามมาตรา 173 สามารถเรียกร้องสำหรับอนาคตและย้อนหลังถึง หนึ่งปีก่อนยื่นคำร้อง ได้ ต้องตรวจว่าช่วงนั้นมีสิทธิและควรได้รับเท่าไร รวมทั้งหักสิ่งที่จ่ายให้แล้วตามข้อเท็จจริง

จึงไม่ควรนำจำนวนเงินที่ตั้งขึ้นเองมาคูณย้อนหลังทุกปีของการสมรสแล้วถือว่าเป็นหนี้ทันที กรอบหนึ่งปีนี้กล่าวถึงคำขอตามมาตรา 173 ไม่ใช่ข้อสรุปอายุความของหนี้ค่าเลี้ยงดูทุกประเภท โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาหรือข้อตกลงกำหนดเงินไว้อยู่แล้ว

เช็กสถานการณ์ของตนเอง

  • เงินที่ได้รับแต่ละเดือนมีไว้จ่ายให้ครอบครัวหรือใช้ส่วนตัว?
  • หลังจ่ายตามข้อตกลงแล้ว เหลือส่วนที่ตัดสินใจใช้เองหรือไม่?
  • ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันหรือไม่ว่าใครจ่ายอะไร?
  • จำนวนเงินสอดคล้องกับรายได้และภาระจริงของครอบครัวหรือไม่?
  • หากตกลงกันไม่ได้ มีเอกสารเพียงพอสำหรับขอคำแนะนำหรือยัง?
Dictionary 4 ภาษา — ค้นหาคำศัพท์กฎหมายและครอบครัว →

ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา อธิบายหลักกฎหมายสวิสเกี่ยวกับสิทธิระหว่างสมรส ไม่ใช่คำวินิจฉัยรายบุคคล การประเมินสิทธิและจำนวนเงินต้องดูข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว

แหล่งข้อมูลทางการ

← กลับหมวดการสมรสและคู่สมรส

หมายเหตุ

เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการลงทุนเฉพาะบุคคล